ปักหมุด 20 ที่เที่ยวจอร์เจีย สวยตะลึง!!

ถ้าจะพูดถึงประเทศในเอเซีย ที่มีบรรยากาศเงียบสงบ มีทุ่งหญ้าเขียวขจีกว้างใหญ่ มีโบสถ์ตั้งโดดเด่นอยู่บนชะง่อนเขา มีเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมขาวโพลนทั้งปีเป็นฉากหลัง ประเทศที่ว่านี้คือ  “จอร์เจีย” (Georgia) แห่งเทือกเขาคอเคซัส ที่มีอารยธรรมและความโบราณให้สัมผัสได้ในทุกหนทุกแห่ง
ดังนั้นใครกำลังมองจุดหมายท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของจอร์เจียที่สวยจนตาค้าง ขอแนะนำ 20 ที่เที่ยวจอร์เจียที่สวยห้ามพลาด จะได้วางแผนเที่ยวได้ลงตัว ก่อนคลิกแอพ Traveloka ไลฟ์สไตล์ซูเปอร์แอป จองตั๋วเครื่องบิน โรงแรมในจอร์เจีย ที่เที่ยวต่างๆ รวมถึงรถรับส่งสนามบินก็พร้อม และครบมากๆ ภายในแอปเดียวเท่านั้น มองหาโปรดีๆ สุดคุ้ม ไม่เที่ยวไม่ได้แล้ว

อีกหนึ่งสเตปที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือการเช็คมาตรการสนามบิน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ต้องรู้เงื่อนไข รวมถึงเอกสารที่จำเป็นต้องเตรียม เนื่องจากกฎการเข้าประเทศทั้งหลายจะมีความแตกต่างกันออกไป

ไปดูกันเลยว่า 20 สถานที่ที่เลือกมานั้น สวยน่าเที่ยวขนาดไหน

1. ป้อมนาริกาลา (Narikala Fortress)

“ทบิลิซี” เมืองหลวงสุดงดงามแห่งจอร์เจีย คือจุดเช็คอินแรกที่มาเที่ยวจอร์เจียแล้วต้องแวะสำรวจ เมืองริมฝั่งน้ำที่มีแลนด์มาร์กเป็นป้อมปราการเก่าแก่อายุมากกว่าพันปี ที่สวยงามทั้งตัวปราสาทและทิวทัศน์ธรรมชาติรอบด้าน เป็นจุดชมวิวแบบพาโนรามา ขึ้นไปชมได้ด้วยการนั่งเคเบิลคาร์ที่ไรค์พาร์ค (Rike Park) เปิดให้บริการตั้งเที่ยงวันยันเที่ยงคืน ต้องเสียค่าบริการ 2.5 ลารีต่อเที่ยว 

2. สะพานแห่งสันติภาพ (Bridge of Peace)

ระหว่างฝั่งเมืองเก่าและเมืองใหม่ของทบิลิซี มี “สะพานสันติภาพ” เชื่อมสองฝั่งเข้าด้วยกัน ความสวยงามเริ่มตั้งแต่ตัวสะพานที่มีโครงสร้างหลักคือเหล็ก และตกแต่งด้วยกระจกใส นับเป็นสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่โดดเด่น มองเห็นได้จากหลายมุมในเมือง สวยงามทั้งกลางวันยามแสงอาทิตย์ส่องมากระทบกระจก และกลางคืนที่มีแสงสีแพรวพราว และยังมีการแสดงแสงสีเป็นเวลา 90 นาที ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าด้วย

3. มหาวิหารโฮลีทรินิตี้แห่งทบิลิซี (Holy Trinity Cathedral of Tbilisi)

เมืองทบิลิซีนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “มหาวิหารโฮลี่ทรินิตี้” หรือ  “มหาวิหารซาเมบา” (Sameba Cathedral) เป็นโบสถ์นิกายออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในจอร์เจีย และยังเป็นโบสถ์อีสเทิร์นออร์โธด็อกซ์ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกด้วย ช่วงที่เหมาะแก่การเยี่ยมความงามของโบสถ์แห่งนี้คือช่วงเช้าหรือเย็นที่แสงกำลังดีถ่ายรูปได้สวย แต่ต้องดูให้ดีว่าจุดไหนถ่ายรูปได้และไม่ได้ ส่วนสาวๆ ที่จะเข้าไปด้านในโบสถ์ต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะด้วยนะ

4. โรงอาบน้ำพุร้อน (Sulphur Bath)  

อีกหนึ่งจุดเด่นของทบิลิซีคือ เป็นเมืองที่มากมายไปด้วยบ่อน้ำพุร้อน ทางด้านเหนือของย่านเมืองเก่านั้นมีโีรงอาบน้ำพุร้อนเก่าแก่ให้บริการ ที่เด่นๆ คือ “โรงอาบน้ำของราชวงศ์” (Royal Bath) และติดๆ กันคือ “โรงอาบน้ำหมายเลข 5” (Bathhouse #5) ที่เป็นโรงอาบน้ำที่เก่าแก่ที่สุด และ “โรงอาบน้ำออร์เบลิอานี” (Orbeliani Baths) ที่สวยงามสุดหรูหรา บริเวณรอบๆ มีบ้านเรือนเก๋ๆ สไตล์จอร์เจียเป็นฉากหลัง มุมถ่ายรูปสวยๆ เพียบ 

5. โรงละครเรโซกาเบรียลเซ (Rezo Gabriadze Theatre)

มาต่อกันที่โรงละครหุ่นเชิดแห่งแรกของเมืองทบิลิซี สถาปัตยกรรมที่แปลกแหวกแนวคือจุดเด่นของโรงละครแห่งนี้ ทั้งสีของตัวอาคารกับหอนาฬิกาที่ตัดเฉดกัน ซึ่งหอนาฬิกามีความแปลกที่ผนังแต่ละชั้นจะไม่ต่อตรงกัน จึงถูกเรียกว่า“หอนาฬิกาบิดเบี้ยว” (Clock Tower) ทุกๆ ชั่วโมง ประตูที่ชั้นบนสุดจะเปิดออก และมีรูปปั้นนางฟ้าออกมาทักทายผู้คนที่ระเบียง แล้วใช้ค้อนตีระฆังบอกเวลาเสียงดังกังวาน

6. อนุสาวรีย์พระแม่แห่งจอร์เจีย (Mother of Georgia)

อนุสาวรีย์แห่งนี้ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองทบิลิซิ ตั้งอยู่บนยอดเขาโซโลลากิ (Solo Laki Hill) เป็นประติมากรรมทำจากอลูมิเนียม สูง 20 เมตร สร้างขึ้นในโอกาสที่กรุงทบิลิซีมีอายุครบ 1,500 ปี รูปปั้นเป็นรูปผู้หญิงในชุดพื้นเมือง มือขวาถือดาบมือซ้ายถือแก้วไวน์ ที่สื่อความหมายถึงการปกป้องและต้อนรับผู้มาเยือน แสดงถึงตัวตนแห่งจิตวิญญาณและนิสัยของชาวจอร์เจียได้อย่างชัดเจน

7.เมืองคาสเบกิ (Kazbegi)

เมืองคาสเบกิ เป็นเมืองเล็กๆ ทางเหนือของจอร์เจียใกล้กับชายแดนรัสเซีย ตัวเมืองอยู่บริเวณเชิงเขาคาสเบก (Kazbek) บนกึ่งกลางเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) ที่ความสูง 1,750 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ที่นี่จึงถือเป็นไฮไลต์ของการท่องเที่ยวในแถบเทือกเขาคอเคซัส ที่มีทิวทัศน์อันสวยงามอลังการ เป็นที่ตั้งของโบสถ์อันเก่าแก่ของคริสตชนนิกายออโทด็อกซ์ั มีเส้นทางเดินสำรวจเขาและสกีรีสอร์ท 

8.โบสถ์เกอร์เกตี (Gergeti Trinity Church)

มาถึงจอร์เจียต้องไม่พลาดหนึ่งในโบสถ์ที่สวยงามที่สุดในโลก “เกอร์เกตี้” โบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 600 กว่าปี เป็นโบสถ์ชื่อดังกลางหุบเขาคอเคซัส   เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของจอร์เจีย ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเขาคัสเบกี (Kazbegi) ทิวทัศน์รายรอบแสนงดงาม มองเห็นวิวเมืองคาซเบกิได้ทั้งหมด ในฤดูหนาวเส้นทางขึ้นมาที่นี่จะปกคลุมด้วยหิมะ อาจจะทำให้เดินทางลำบากหรือถูกยกเลิกได้

9. ป้อมอนานูรี (Ananuri Fortress) 

ป้อมปราสาทเก่าแก่แห่งศตวรรษที่ 17 ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำอรักวี ภายในป้อมปราการประกอบไปด้วยปราสาท 2 หลัง โบสถ์ของชาวเวอร์จิน 2 แห่ง และที่ฝังศพของดยุคแห่งอรักวี ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบจอร์เจีย ภายในยังมีหอคอยทรงสี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่  เป็นจุดชมวิวอ่างเก็บน้ำซินวาลี (Zhinvali Reservoir) ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกโลก และแนวเทือกเขาที่รายล้อมทะเลสาบ

10. อนุสรณ์สถานรัสเซีย–จอร์เจีย (Russia–Georgia Friendship Monument)

อนุสาวรีย์มิตรภาพจอร์เจีย เป็นอนุสาวรีย์ทรงกลมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในปี 1983 เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพอันดีระหว่างจอร์เจียกับรัสเซีย ตั้งอยู่บนชะง่อนผาของเมืองกุดาอุรี (Gudauri) โครงสร้างทั้งหมดทำจากหินและคอนกรีต มีการวาดภาพประวัติศาสตร์ของจอร์เจียและรัสเซียเอาไว้อย่างงดงาม และเป็นจุดวิวแบบพาโนรามา 360 องศา มองไกลถึง
หุบเขาปีศาจ (Devil’s Valley) 

11. วิหารจวารี (Jvari Monastery)

วิหารจวารี หรือ อารามแห่งไม้กางเขนอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 6 ตั้งอยู่ที่เมืองมิชเคทา (Mtskheta) เมืองหลวงเก่าของจอร์เจีย มีไม้กางเขนขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์ ที่ตั้งของโบสถ์โดดเด่นอยู่บนที่สูง มองเห็นทัศนียภาพของเมืองมิสเคตา และแม่น้ำสองสายคือ แม่น้ำมิตควารี (Mtkvari) และแม่น้ำอะรักวี (Aragvi) ที่มาบรรจบกันได้อย่างชัดเจน 

12.พิพิธภัณฑ์โจเซฟสตาลิน (Joseph Stalin Museum)

จากนั้นเดินทางสู่ เมืองกอรี (GORI) ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของ “โจเซฟ สตาลิน” (Joseph Stalin)  อดีตผู้นำที่มีชื่อเสียงของพรรคอมมิวนิสต์โซเวียต ที่นี่จึงมีแลนด์มาร์กห้ามพลาดคือ “พิพิธภัณฑ์โจเซฟสตาลิน” จัดแสดงหลายสิ่งหลายอย่างทั้งชีวประวัติตั้งแต่เกิด ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ โดยแบ่งโซนเป็นห้องๆ อย่างสวยงาม ไฮไลท์คือตู้รถไฟสีเขียวที่เลื่องชื่อ ซึ่งในอดีตเป็นรถไฟประจำของกษัตริย์ซาร์นิโคลัสที่ 2 นั่นเอง

13. ซากเมืองอุพลิสซิเค (Uplistsikhe Cave Town)

หนึ่งในเมืองถ้ำเก่าแก่ของจอร์เจีย ที่มีอายุกว่า 3,000 ปี  หินผาขนาดใหญ่ที่ถูกสกัดและสลักเสลาเป็นช่องห้องโถงมากมาย คือที่ตั้งของนครบนแนวเทือกเขาหินทราย ในอดีตนครถ้ำแห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมที่เชื่อมต่ออาณาจักรไบแซนไทน์กับอินเดียและจีน ภายในมีห้องโถงขนาดใหญ่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมของลัทธิบูชาไฟ รวมถึงห้องต่างๆ ซึ่งคาดว่าเป็นโบสถ์เก่าแก่ของชาวคริสต์ 

14. นครถ้ำวาร์ดเซีย (Vardzia Cave Town)

อีกหนึ่งนครถ้ำสุดโด่งของจอร์เจีย “นครถ้ำวาร์ดเซีย” เป็นชุมชนถ้ำโบราณในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 อยู่ตอนใต้สุดของประเทศ เป็นการขุดเจาะภูเขาหินออกเป็นโพรงกว่า 3,000 คูหา เป็นระดับลดหลั่นกันถึง 19 ขั้น ที่สำคัญคือมีโบสถ์แม่พระแห่งพระบุตรเสด็จสู่สวรรคาลัย (The Church of Dormition) ที่เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของจอร์เจียด้วย การไปเที่ยวชมต้องเดินเท้าไป แต่คุ้มมากเพราะความน่าทึ่งและวิวสวยสุดๆ

15. อารามถ้ำเดวิด  (David Gareja)

หนึ่งในอารามถ้ำนิกายออร์โธดอกซ์ของจอร์เจีย ตั้งอยู่ในทะเลทรายที่มีพรมแดนติดกับอาเซอร์ไบจาน ก่อตั้งขึ้นโดยนักบุญเดวิดแห่งจอร์เจีย ที่นี่เป็นตอมเพล็กซ์ ประกอบด้วยอารามประมาณ 20 แห่ง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 6 -14 มีทัศนียภาพอันงดงามของหุบเขาที่เต็มไปด้วยสีสัน พื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นที่อยู่ของสัตว์คุ้มครองของจอร์เจีย และมีการพบหลักฐานบางส่วนว่าเคยเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ที่เก่าแกที่สุดในภูมิภาคนี้

16.วิหารสเวติสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) 

เมืองมิสเคด้า เป็นเมืองมรดกที่เก่าแก่ที่สุด มี “วิหารสเวติสโคเวลี” เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ นับเป็นโบสถ์ที่ศักดิ์สิทธิ์และงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในจอร์เจีย ภายนอกวิหารมีกำแพงเมืองล้อมรอบ สถาปัตยกรรมรูปโดมและรูปกากบาท  ภายในตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามมากมาย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีสุสานของสมาชิกราชวงศ์จอร์เจียหลายคนในโบสถ์ รวมทั้งกษัตริย์ 2 พระองค์สุดท้ายของจอร์เจีย

17. อารามจีลาติ (Gelati Monastery) 

เมืองคูไตซี (Kutaisi) มีความพิเศษคือมีมรดกโลกด้านวัฒนธรรมของจอร์เจียถึง 2 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันคือ  “มหาวิหารบากราติ” (Bagradi Cathedral) และ “อารามจีลาติ” (Gelati Monastery) อัญมณีแห่งศิลปะยุคกลาง สถานที่เก็บรวบรวมภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับนักบุญและกษัตริย์ในสมัยศตวรรษที่ 12-18 ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแม้สีสันดั้งเดิมจะได้จางหายไปบ้าง แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยอันงดงามไว้ให้ได้ชม

18. มหาวิหารบากราติ  (Bagrati Cathedral)

อีกหนึ่งศาสนสถานที่มีความงดงาม และเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของจอร์เจีย ถ้าไม่ได้แวะชมก็น่าเสียดาย มหาวิหารทรงเหลี่ยมสวยสง่าเก่าแก่จากยุคกลาง ที่สร้างลดหลั่นกันอยู่บนเนินเขา ใจกลางเมืองคูไทซี (Kutaisi) ที่แม้จะมีความเสียหายบ้างจากสงคราม แต่ได้รับการซ่อมแซมบูรณะรักษาให้มีความงดงามไม่เสื่อมคลาย และด้วยจุดที่ตั้งอยู่บนเขาสูง จึงเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรอบได้อย่างดี

19. หมู่บ้านจูทา (Juta Village)

หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาในเทือกเขาคอเคซัส ที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี บรรยากาศเงียบสงบ วิวทุ่งหญ้าเขียวขจีอลังการสุดลูกหูลูกตา ที่นี่ยังเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับนักเดินป่าและนักปีนเขาจากทั่วโลก มีเส้นทางสำรวจธรรมชาติให้เลือกทั้งระยะสั้น ๆ ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ไปจนถึงทางระยะไกลที่ใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน และยังมีพื้นที่ให้พักกางเต็นท์ และเกสต์เฮาต์แบบกระท่อมหลังเล็กๆ กลางหุบเขาที่รับรองฟินทั้ง 2 แบบแน่นอน

20. เมืองเมสเตีย (Mestia)

เมืองเล็กๆ แต่วิวหลักล้าน ที่นับเป็นหมู่บ้านที่สูงที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุด ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาคอเคซัส จุดเด่นของบ้านที่นี่คือจะมีหอคอยโบราณ ซึ่งจะเป็นที่เก็บอัญมณีและวัตถุทางศาสนา เพื่อความปลอดภัยจากผู้รุกราน ที่สำคัญอีกอย่างสำหรับนักท่องเที่ยวคือ วิวอันสุดอลังเต็มไปด้วยสีสันของป่าสนตลอดสองข้างทางลัดเลาะขึ้นเขา และวิวของเทือกเขาคอเคซัสที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี

ใครอยากเที่ยวแบบบรรยากาศธรรมชาติสวยสุดๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน บอกเลยว่า “จอร์เจีย” ตอบโจทย์มาก ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไม่แรงเกินไป โดยเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ ที่สำคัญในช่วงปกติปราศจากโควิด – 19 เดินทางได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่าด้วยนะ ถ้าหากอยากอ่านบทความที่เที่ยวต่างประเทศเพิ่มเติม คลิกได้ที่ https://www.traveloka.com/th-th/flight/travel-global

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*