4 Style 48 hours in Hong Kong

ทริปนี้เที่ยวไม่ถึงหมื่นแบบฮิปๆที่่ฮ่องกง
ไปฮ่องกงทั้งที ต้องเที่ยวให้สุด ไม่ว่าจะสายฮิป สายอาร์ต แถมโบนัสได้เสพธรรมชาติบนเขาและทะเล!!
อีกทั้งไปแบบเบาๆ 2วัน 1 คืนพอ เหมือนตีรถไปกลับพัทยา 555 ก็ไปได้หลากที่หลายสไตล์
ทั้งชิคๆคูลๆ ถ่ายรูปดูงานศิลปะ สตรีทอาร์ต แถบย่าน WongChukHang
Oldtowncentral บันเทิงกับเครื่องเล่นโคตรมันใน OceanPark
ฟีดเจอริ่งกับธรรมชาติด้วยการขึ้นเขาชมวิวเมืองแบบพาโนราม่าที่ DragonTrail
แล้วก็ตบท้ายด้วยการเอาเท้าไปจุ่มทะเล สูดลมทะเลเล่นน้ำให้ฉ่ำปอดที่
BigWaveBay และที่สำคัญบอกเลยว่าทริปนี้ไม่เน้นกินหรูอยู่แพงนาจา
เอามันส์ สนุก คุ้มค่า ด้วยงบไม่ถึงหมื่น ดีดเครื่องคิดเลขแล้วจบที่ 9,366 บาท!!

Day 1
บอกทริคไว้หน่อยว่า ถ้าเที่ยวให้คุ้มต้องเลือกไฟลท์เช้าที่สุดนะครับ
เพราะจะได้มีเวลาเที่ยวให้คุ้ม เก็บให้ครบทุกสไตล์ ซึ่งแอร์เอเชียเที่ยวบินดีมี 3 ไฟลท์ต่อวัน จะไปเวลาไหนก็
สะดวกมาก network เค้าก็ดี ไม่ใช่แค่ไปฮ่องกงนะครับ ใครบินในประเทศนี่ก็บินตรงได้เลยจาก
กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต สะดวกมากบอกเลย  และสำหรับทริปนี้การเดินทางของผมเริ่มต้นเมื่อถึงสนามบินนานาชาติฮ่องกง Chek Lap Kok Airport สนามบินนี้อยู่บนเกาะลันเตา เกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศฮ่องกง Air Asia flight FD508 (DMK 06.35 – HKG 10.15)

มาที่นี่ผมแนะนำให้ซื้อบัตร Octopus ที่สนามบินเพื่อความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยแบบไม่ต้องวุ่นวายกับเงินสด (ซึ่งเจ้าบัตรนี้ใช้โดยสารรถไฟ รถบัสและจ่ายค่าสินค้าในร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารส่วนใหญ่ในฮ่องกงได้นะ) บัตร Octopus ราคา 150$ เป็นค่ามัดจำบัตร 50$ มีเงินที่เราสามารถใช้ได้ 100$
ถ้าเราใช้ไม่หมดก็ขอแลกคืนได้ครับ แต่ค่ามัดจำ 50$ นั้นบอกก่อนว่า จะได้คืนเต็มจำนวนเมื่อถือบัตรไว้นาน 3 เดือนขึ้นไป
แต่ถ้าใช้ระยะสั้นแบบผมนั้นก็ถูกหักค่าธรรมเนียมไป 9$ เมื่อขอคืนบัตร (ถ้าใครมาที่นี่บ่อยหรือมีแพลนจะกลับมาอีกแน่นอนก็ไม่ต้องแลกคืนนะครับ เก็บไว้ใช้ต่อเลย)

Tsim Sha Tsui

เราจะพักกันย่านนี้ ก่อนจะตะลุยตะลอนขอวาร์ปเข้าที่พักเพื่อเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนนะครับ
ซึ่งที่พักของผมนั้นเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง ไปยังฝั่งเกาะเกาลูน ด้วยรถบัส สาย A21
จากสนามบิน เที่ยวละ 33$ ใช้บัตร Octopus จ่ายใช้เวลาเดินทางประมาณ 1
ชั่วโมงถึงย่านจิมซาจุย และเช็คอินที่พัก#Apple Hostel ที่พักอยู่บนถนนนาธาน
ใกล้รถไฟสถานีจิมซาจุย (MTR Tsim Sha Tsui)

ในส่วนของที่พักนั้น บอกเลยว่าราคาตกคืนละ 1,000 กว่าบาท แต่แนะนำให้จองล่วงหน้าไปก่อนนะครับ ก็จะได้ที่พักในราคาไม่แพง และสภาพโอเคด้วย เมื่อเก็บสมบัติเสร็จก็ได้เวลา happy hours กันแล้ว

Ocean Park
ประเดิมสไตล์แรกในการเที่ยวกับความมันและบันเทิงกันที่สวนสนุกโอเชียนปาร์ค  ซึ่งเป็นสวนสนุกกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดในฮ่องกง รวมกิจกรรมสำหรับครอบครัวและเครื่องเล่นเอาไว้มากมาย ทั้งเครื่องเล่นสำหรับเด็กและสำหรับผู้ใหญ่ มีการแสดงโชว์ของสัตว์แสนรู้ และสวนสัตว์อยู่ภายในโอเชี่ยนปาร์คด้วย

การเดินทางจากที่พักมาที่นี่นั้นก็สะดวก โดยเดินทางจากสถานี MTR จิมซาจุย นั่งสาย Tsuen Wan ไปที่สถานี Admiralty แล้วต่อสาย South Island ไปลงที่สถานี Ocean Park ค่าโดยสารประมาณ 10$ จ่ายด้วยบัตร Octopusได้เลย แค่เดินเข้ามาก็รู้สึกบันเทิงแล้ว เครื่องเล่นมีเยอะมาก เกินครึ่งจะออกแนวหวาดเสียว วัยรุ่นเลยเยอะเป็นพิเศษ ใครรู้ตัวว่ายังเป็นวัยรุ่นเชิญนะครับ ส่วนผมนั้นวัยรุ่นตอนปลายชอบแบบสบายๆ
ไม่เอ็กตรีม 555 ซึ่งเครื่องเล่นที่ป๊อปมากของที่นี่ก็คือ รถไฟเหาะ Hair Raiser และ The
Dragon และยังมีเครื่องที่น่าสนใจอีก เช่น The Abyss และ Sea Jelly Spectacular

โดยส่วนตัวนั้นผมชอบรถไฟเหาะตีลังกา The Dragon ชิงช้าสวรรค์ The Fairy Wheels
นั่งรถไฟสาย Ocean Express และนั่ง Cable Car ชมวิวโอเชียนปาร์คและทะเลจีนใต้จากมุมสูง ต้องบอกเลยว่าการนั่ง Ocean Express และCable Car นั้นเป็นไฮไลท์ที่ไม่อยากให้พลาดนะครับ
เพราะ Ocean Express เป็นรถไฟที่วิ่งให้บริการเชื่อมต่อโซนต่างๆ ในโอเชี่ยนปาร์ค
ด้านในตกแต่งสวยงาม ระหว่างวิ่งไป ภายในจะเปลี่ยนสีและมีจอฉายชีวิตใต้ทะเลทั้งขบวนชวนให้รู้สึกอลังว่ะ..ยังกับรถไฟกำลังวิ่งอยู่ใต้ท้องทะเล และCable Carนั้นจะพาเราขึ้นไปชมวิวที่ยอดเขา
ระหว่างนั่งก็จะมองเห็นวิวเครื่องเล่นต่างๆพร้อมกับวิวท้องทะเลและภูเขา…ฟินไปอี

อันนี้เป็นชิงช้าสวรรค์ The Fairy Wheels สูง เห็นวิวรอบเลยครับ สวยมาก ใครอยากเห็นบรรยากาศรอบสวนสนุกต้องขึ้นมาดูครับ

 ไฮไลท์ที่ไม่อยากให้พลาด มาแล้วต้องลอง นั่ง Cable Car ชมวิวโอเชียนปาร์คและทะเลจีนใต้จากมุมสูง เห็นธรรมชาติและความสวยงามของฮ่องกง เพลินกันเลยครับ

ในส่วนของค่าเสียหายในการเข้าชมนั้น ผู้ใหญ่ราคาประมาณ 430$ แนะนำให้หาราคาจากหลายๆเอเจนซี่เพราะแต่ละที่ขายราคาต่างกันและมีบริการรวมถึงของที่ระลึกของแถมให้ไม่เหมือนกัน จะให้ดีก็ซื้อบัตรจากเมืองไทยไปเลยครับ(เว็บฮ่องกงแฟนคลับ) ประหยัดเวลาในการมาต่อคิว มาถึงจะได้เล่นได้เลย ที่นี่บัตรเดียวสามารถเล่นและทำกิจกรรมได้ทุกอย่างใครมาวันธรรมดาก็รอคิวเล่นไม่นาน มาเสาร์อาทิตย์นี่ก็จะพีคหน่อยคนเยอะ

เมืองจำลอง เมืองโบราณ นอกจากโซนเครื่องเล่นหวาดเสียว เครื่องเล่นเด็ก โซนน้ำพุ ในโอเชียนปาร์คก็มีโซนเมืองจำลอง ซึ่งเป็นโซนไม่ใหญ่มากครับ แต่จำลองภาพบรรยากาศของฮ่องกงสมัยโบราณให้ได้ถ่ายรูปเล่นกันครับ
เที่ยวสไตล์ฮิปสเตอร์@Wong Chuk Hang
เปลี่ยนโหมดจากความมันและบันเทิง มาสู่โหมดที่2 ในสไตล์ฮิปๆ ชิคๆ คูลๆที่ย่าน Wong Chuk Hang
เดินทางจาก Ocean Park ไปย่าน Wong Chuk Hang นั่ง MTR สถานี Ocean Park มาลงที่ MTR
Wong Chuk Hang ค่าโดยสารประมาณ 3$ ใช้ทางออก A นะครับ เพื่อไปชมผลงานของคุณ
JECKS และทางออก B เพื่อไปชมผลงานของคุณ Muay Cola
ถ้าถามว่าคุณสองคนนี่เค้าเป็นใคร
ขอเท้าความหน่อยครับว่าย่านนี้เหมือนแกลลอรีที่มีชีวิตขนาดยักษ์ เพราะมีการแสดงผลงานของศิลปินกราฟิตี้รุ่นใหม่จาก10 กว่าประเทศที่มาร่วมรังสรรค์ผลงาน ซึ่งคุณ JECKS และคุณ Mauy Cola ก็เป็นศิลปินชาวไทยครับ
ก็เลยชวนไปดูผลงานของทั้ง 2 ท่านนี้กัน ซึ่งจริงๆจะว่าไปผลงานที่แสดงอยู่ก็สวยๆทั้งนั้นครับ
มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง คือแบบอยากจะถ่ายเก็บมาซะให้หมด
แต่บางจุดก็มีรถ คนบดบังความสวยของภาพไปพอสมควร เอาเป็นว่า
อยากให้มาชื่นชมผลงานด้วยสายตาของตัวเองเลยจะดีกว่า
และย่านนี้ก็ไม่ได้มีแค่กราฟิตี้นะ
เสน่ห์ของย่านนี้คือการฟีดเจอริ่งทั้งความโมเดิร์นและออริจินอลของฮ่องกงไว้ด้วยกั
อย่างลงตัว คาเฟ่เก๋ๆ ขนาดเล็กจำนวนมาก แทรกตัวอยู่ร่วมกับอาคารเก่าๆ
แบบฮ่องกงแท้ๆ อย่างสวยงามลงตัว มีอาคารสำนักงานเก่าๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับแกลเลอรี่สมัยใหม่
และยังเป็นย่านที่อยู่ของชาวต่างชาติที่มาทำงานในฮ่องกง (Expat) อีกด้วย
Old Town Central
เดินทางจาก Wong Chuk Hang ไปย่าน Old Town Central ก็สะดวกแค่จาก MTR Wong Chuk Hang
นั่งสาย South Island ไปลงที่ Admiralty station แล้วต่อสาย Island ไปลงที่ MTR Sheung Wan
ใช้ทางออก A2 เราจะเริ่มต้นกันที่ตึก PMQ ก่อนนะครับ ต้องบอกว่าย่าน Old Town Central เป็นย่านที่เก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของฮ่องกง
พูดง่ายๆว่าถ้ามาก็ควรแวะนะ เพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมของประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และอาหาร ที่ฟีดเจอริ่งความเป็นตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน
ไฮไลท์ของย่านนี้คือ รถรางสองชั้นหลากสีสัน หลายสาย วิ่งตลอดทั้งวัน
ตึกสูงนี่มีเยอะมากจริงๆ เป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย ใครมาครั้งแรกก็ต้องหยิบกล้องลั่นชัตเตอร์ทั้งนั้นเพื่อให้ได้ภาพรถรางฮิปๆกับตึกสูงของย่านนี้
เรากำลังจะไปที่ตึก PMQ นะครับ ระหว่างทางก็จะผ่านร้านรวงต่างๆ
นี่ล่ะครับตึก PMQ เป็นตึกสีขาว-เขียว ที่กำลังได้รับความนิยม เป็นแหล่งรวมงาน Handmade
ที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ไว้หนักมากเป็นที่แสดงงานของศิลปินและดีไซเนอร์ในฮ่องกง เป็นที่ Hangout ของวัยรุ่นสาย Arts
มีห้องสำหรับอ่านหนังสือ บางครั้งมีการจัดกิจกรรม workshop
ให้คนทั่วไปเข้าร่วมได้ด้วย เป็นแหล่งรวมชาวฮิปสเตอร์อย่างแท้ทรู
ฟีลของที่นี่ก็น่าจะใกล้ๆกับหอศิลป์ของบ้านเรานะครับ การตกแต่งร้านค้าต่างๆทางด้านในสวยดีครับ ดูทันสมัย แต่เรียบง่ายและลงตัว
Hollywood Road หนึ่งในถนนที่เก่าแก่ที่สุดในฮ่องกง ใครเป็นสายสตรีทนะ ต้องมาให้ได้ถนนนี้จะเต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ แกลเลอรี่และร้านของโบราณมากมายที่รีวิวทั้งวันน่าจะไม่หมด เราจะเห็นภาพวาดบนกำแพงหรือ wall arts ทั่วย่านนี้ไปหมด เรียกว่าเป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายรูปแนว street อย่างแท้ทรู
ไฮไลท์ที่มิควรพลาดคือStreet Art และ Wall Painting ที่ตึกสีฟ้า บนถนน Graham ณ จุดนี้บอกเลยว่า ใครดีใครได้
หาจุดยืนของตัวเองกันให้เจอ เพราะคนมาถ่ายรูปเยอะมาก 555 เรียกได้ว่าถ้ามาแถวนี้ก็ต้องมีภาพกับผนังสีฟ้านี่เป็นที่ระทึกละครับ
เดินเหนื่อยแล้ว ถึงเวลาไปหาข้าวเย็นกินแถวที่พักดีกว่า เพราะสะดวกแล้วเราก็เข้าที่พักได้เลยเมื่อกินเสร็จ ผมก็นั่งจากย่านถนน Hollywood
กลับไปยัง Apple Hostel (Tsim Sha Tsui) ใช้เวลาเดินทาง 30-40 นาที โดยนั่ง MTR Sheung Wan ไปเปลี่ยนสายที่ MTR Central และนั่งต่อลง MTR จิมซาจุยครับก็ถึงแถวที่พัก
Day 2
เช็กอินสไตล์ที่3 กับธรรมชาติและโอทู
วันนี้เราจะมาเที่ยวแบบธรรมชาติ ป่า เขา เรา และทะเลที่Dragon’s Back ตื่นเช้ากันนิดนึงนะครับ จะได้มีเวลาลุยได้ทั้งวัน ผมออกเดินทางข้ามไปฝั่ง Mainland
หรือเกาะฮ่องกง (เพื่อไปเขาหลังมังกร)
การเดินทางระหว่างเกาะเกาลูนไปเกาะฮ่องกง: นั่ง MTR สถานี Tsim Sha Tsui ไปลง สถานี Admiralty station ที่ฝั่งเกาะฮ่องกง และ ให้นั่ง MTR ไปลงที่สถานี Shau Kei Wan ใช้ทางออกที่3 เพื่อไปที่ท่ารถประจำทาง Shau Kei Wan Bus Terminus จากนั้นนั่งรถบัสสาย 9 ไปอีกประมาณ 20 นาที บอกคนขับว่าให้จอดที่ To Tei Wan หรือ Dragon Trail เพื่อเริ่มต้นเดินจากจุดนี้ ค่ารถบัสเที่ยวละ 12$
Tips: การจะไปตามหาเขา มันก็จะทรหดนิดหน่อย ดังนั้นควรเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าสำหรับเดินป่าปีนเขาให้พร้อมนะครับ
รวมถึงผ้าขนหนูผืนเล็ก ยาดม หมวกกันแดด แว่นตากันแดด โลชั่นกันแดด ไฟฉาย และจำเป็นต้องเตรียมน้ำและอาหารหรือขนมติดไปด้วย
เพราะบริเวณนั้นไม่มีอาหารและน้ำขาย
ทำไมต้องมาที่นี่ ?? เพราะจะได้ดื่มด่ำบรรยากาศและทิวทัศน์ของทั้งภูเขา และเกาะแก่งในทะเลตอนใต้ของเกาะฮ่องกงในแบบวิวพานอรามา
พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์และถ่ายรูปบนเส้นทาง Dragon‘s Back ซึ่งทางเดินขึ้นมีทั้งช่วงที่เป็นทางลาดและทางชัน บางช่วงมีหินก้อนใหญ่ แหลมคม
ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดิน ระหว่างทางมีจุดพักชมวิวเป็นระยะๆครับ ที่บอกให้มาเช้าหน่อย เพราะอากาศจะได้ยังไม่ร้อนมาก แต่ใครไปช่วงนี้หนาวแล้ว 17 องศาเอง ขึ้นเขาไปหาอากาศดีๆดื่มด่ำธรรมชาติ ฟินสุดๆ
จริงๆถ้าไม่ได้ไปไหนต่อจะอยู่ที่นี่ยาวๆ ก็แนะนำให้ขึ้นDragon Trail แบบเต็มรูปแบบจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 7 ชั่วโมง
แต่เนื่องจากผมมีแพลนจะโดดน้ำทะเลต่อ จึงขอแอบเลือกทางลัดเผื่อย่นระยะเวลาให้เหลือแค่ 2 ชั่วโมง เพื่อไปถึงจุดสูงสุด Shek O Peak ของเส้นทางนี้
ฟ้าที่ฮ่องกงจะมืดเร็วนะครับ ใครที่มาเขาหลังมังกรช่วงบ่ายยังไงก็พยายามออกจากที่นี่ก่อน 5 โมงเย็นนะครับ
เพราะขาลงบางช่วงของเส้นทางเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ เดินยาก ถ้าฟ้ามืดจะมองทางไม่ชัด อาจเกิดอันตรายได้ครับ เวลาที่ใช้เดินลง
ประมาณ 1-1 ชั่วโมงครึ่งครับ
ใครได้มาเห็นป้ายนี้ด้วยตัวเอง จงภูมิใจเลยว่า ได้มาถึงเป้าหมายอย่างสวัสดิภาพ ชื่นชมและฟินกับวิวตรงหน้าให้สุดๆไปเลยครับ เพราะเดี๋ยวเราจะเดินทางไปบรรจบกับอ่าวบิ๊กเวฟแล้วล่ะ
ตรงนี้เป็นลานจอดรถของอ่าว Big wave นะครับ
 สไตล์ที่ 4 เที่ยวฟินกับทะเลที่#Big Wave Bay ทะเลสีฟ้ากับคลื่นลูกยักษ์
หากถามว่าทำไมขึ้นเขาแล้วต้องลงทะเล คำตอบง่ายๆคือ มันอยู่ใกล้กันครับ เพราะเมื่อลงจากจุดสูงสุดของเขา Shek O Peak
เดินลงประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะเจอ Big Wave Bay หรือ อ่าว Big Wave เป็นสถานที่ตากอากาศสุดฮิตของฮ่องกง ที่นี่มีความเป็นส่วนตัว ผู้คนไม่พลุกพล่าน
และด้วยทัศนียภาพที่สวยงามจากทิวเขาหลังมังกรที่โอบล้อมอ่าวไว้ ทำให้การมาเที่ยวที่นี่ จะได้สัมผัสทั้งภูเขา ป่าไม้ และชายหาด ไฮไลท์ของอ่าวนี้ คือ
มีคลื่นลูกใหญ่ถาโถมเข้าชายหาดตลอดเวลา จึงทำให้อ่าวนี้กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับนักเล่นเซิร์ฟครับ
บริเวณอ่าวมีร้านขายและให้เช่าอุปกรณ์และเสื้อผ้าสำหรับการเล่นเซิร์ฟด้วย มาแต่ตัวและตังค์ได้เลย แถมก่อนถึงชายหาด ยังมีสวนสาธารณะ
มีสนามเด็กเล่นไว้ต้อนรับครอบครัวที่มากับเด็กๆ ได้อีกด้วย สำหรับผมไม่ได้มาเล่นเซิร์ฟ แค่มาถ่ายรูป เอาเท้าจุ่มทะเล สูดโอทูก็ฟินแล้วครับ
เป็นวันที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ทั้งป่า ทั้งเขา และน้ำสีฟ้าอย่างแท้ทรู

กระดานหลากสีเลยทีเดียวที่นี่เค้านิยมเล่นกระดานโต้คลื่นครับ
ความน่ารักอีกอย่างของอ่าวบิ๊กเวฟก็คือ ที่นี่ต้อนรับนักเล่นเซิร์ฟทั้งมือใหม่มือเก่านะครับ ใครมาที่นี่มาลองเล่นดู จะเก้ๆกังๆบ้างก็ไม่เป็นไร เป็นความสนุกและสีสันของชีวิตครับ
ในที่สุดโควตาในการเที่ยวแบบ 4 สไตล์ใน 48 ชั่วโของผมก็หมดลงแบบคุ้มค่ามากครับ… บอกเลย
ผมเดินทางจาก Big Wave Bay กลับไปยังที่พัก ย่านจิมซาจุ่ย Tsim Sha Tsui เพื่อเก้บสัมภาระเตรียมวาร์ปกลับเมืองไทย จาก Big Wave Bay
นั่งรถบัสสาย 9 (12$) กลับไปยังท่ารถบัส Shau Kei Wan Bus Terminus ใช้เวลา 20 นาที แล้วเดินไปยังสถานี MTR Shau Kei Wan นั่งรถไฟไปอีก 9 สถานี
เปลี่ยนสายที่สถานีเชื่อมต่อ Admiralty เพื่อไปลงที่สถานี MTR Tsim Sha Tsui ค่าโดยสารรถไฟใต้ดินทั้งหมดประมาณ 13$
เมื่อสัมภาระพร้อมเดินทาง ก็นั่งรถบัส สาย A21 ที่หน้าตึก Isquare ในย่านจิมซาจุย ค่าโดยสาร 33$ ออกเดินทางไปสนามบิน Chek Lap Kok Airport Check-in และเดินทางกลับสู่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ด้วยสายการบิน AirAsia เที่ยวบิน FD 503 (HKG 21.05 ถึง DMK 23.15) อ้ออย่าลืมแลกเจ้า octopus คืนนะครับ
……………………..……………………..…….
ค่าใช้จ่ายตลอดทริปนี้ (ไม่รวมตั๋วเครื่องบินนะ) จะอยู่ที่ 5,440บาท ต่อคน
แต่บอกเลยว่าถ้าไปช่วงตั๋วถูกและมีเพื่อนไปด้วย ค่าใช้จ่ายก็จะถูกลงไปอีก แทบไม่ต่างอะไรกับเที่ยวในประเทศเลย คุ้มมาก
(ที่พักApple Hostel จิมซาจุ่ย 850.00บาท /บัตรเงินสด Octopus 750.00 บาท /รถบัส A21 ไปกลับ airport 300.00 บาท
/อาหาร ขนม เครื่องดื่ม 1,000.00 บาท /เน็ต Internet Sim 440.00 บาท /บัตรเข้าโอเชียนปาร์ค 2,100.00 บาท) ค่าเครื่องบิน 3,926 บาท (อันนี้อาจถูกกว่านี้นะครับ ถ้าชว่งมีโปร)  รวมค่าใช้จ่ายในทริป 9,366 บาทครับ

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*